วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564

 

เยือน..นราธิวาส สัมผัสมนต์เสน่ห์วัฒนธรรมหลากสีสัน

จังหวัดนราธิวาส ถือได้ว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่อยู่ปลายด้ามขวานใต้สุดของประเทศไทย นอกจากจะเป็นสามจังหวัดชายแดนใต้แล้ว ณ ที่แห่งนี้ยังเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีความหลากหลายต่างๆ ทั้งในเรื่องการท่องเที่ยวที่ถือได้ว่ามีจุดเด่นในเรื่องของการรักษาสถานที่ท่องเที่ยวที่แทบจะสมบูรณ์ที่สุดก็ว่าได้ หรือเรื่องของสังคมพหุวัฒนธรรม ที่นับว่าเป็นจุดเด่นอันเป็นเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของดินแดนแห่งนี้เสมอมา...

สถานีรถไฟสุไหงโก-ลก
อาจจะเรียกได้ว่า สถานีรถไฟแห่งนี้เป็นสถานีสุดท้ายของรถไฟสายใต้ทางฝั่งตะวันออกก็ว่าได้ เพราะเป็นเส้นทางที่มีระยะทางที่ไกลที่สุดเมื่อวัดจากกรุงเทพมหานคร แม้ว่าสถานีแห่งนี้อาจจะมีความเงียบเหงาอยู่บ้างในปัจจุบัน แต่ในอนาคตข้างหน้า ณ ที่แห่งนี้จะกลับมาคลาคล่ำด้วยผู้คนอีกครั้ง
ด้วยแผนงานที่จะมีการปรับปรุงสถานีรถไฟแห่งนี้ จากการใช้งบประมาณโครงการเมืองต้นแบบการค้าชายแดนระหว่างประเทศ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ทำให้สถานีแห่งนี้จะฟื้นคืนชีวิตด้วยพื้นที่จอดรถ และจุดแลนด์มาร์ก เพื่อให้ประชาชนมาใช้บริการและพักผ่อน โดยมีห้องสมุดรถไฟที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นปี 2562 ที่ผ่านมา และกำลังอยู่ในช่วงขยายพื้นที่ไปเชื่อมโยงกับโครงการดังกล่าวในระยะที่ 2 ต่อไป


ทะเลหมอก 2 แผ่นดิน ณ ผืนป่า ฮาลา-บาลา

ผืนป่าดงดิบชื้นเขียวขจีแห่งนี้ หากใครได้มาเยือนคงจะต้องมนต์สะกดเลยก็ว่าได้ นอกจากจะมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังมีความหลากหลายในเชิงนิเวศมากแห่งหนึ่งของผืนป่าดงดิบในโลก และยังเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญ คือ แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำปัตตานี และแม่น้ำโก-ลก
ผืนป่าฮาลา-บาลา ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2539 อันเป็นแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ครอบคลุมผืนป่าบริเวณทิวเขาสันกาลาคีรี ถือว่าเป็นเส้นทางธรรมชาติระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ประมาณกว่า 280,000 ไร่
ปัจจุบันได้มีการตัดถนนทางหลวงหมายเลข 4062 ไปตามเทือกเขาสันกาลาคีรี เพื่อทำให้การเข้าถึงพื้นที่ได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังได้เห็นสองข้างทางมีสภาพเป็นป่าดงดิบที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย และเมื่อได้มาท่องเที่ยวในช่วงเช้าก็จะได้เห็นทะเลหมอกที่ปกคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างทั้งสองเทือกเขาทั้งฝั่งไทยและมาเลเซีย สวยงามประทับใจอีกด้วย






 

ความเป็นมาของจังหวัดนราธิวาส



จังหวัดนราธิวาสเดิมเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งตั้งอยู่ปากแม่น้ำบางนราติดชายทะเลอ่าวไทย  ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  บ้านบางนราถูกจัดให้อยู่ในเขตปกครองของเมืองสายบุรี ต่อมาถูกย้ายมาอยู่ในปกครองของเมืองระแงะ ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในมณฑลปัตตานี ปี พ.ศ. ๒๓๕๕ เกิดมีโจรร้ายปล้นสะดมมากมายในมณฑลปัตตานี เหลือกำลังที่พระยาปัตตานีจะจัดการลงได้  จึงขอความช่วยเหลือไปยังพระยาสงขลาให้ช่วยมาปราบปรามจนสำเร็จ พร้อมทั้งวางนโยบายแบ่งแยกเมืองปัตตานีออกเป็น ๗ หัวเมือง คือเมืองปัตตานี  เมืองหนองจิก เมืองยะลา  เมืองรามัน เมืองระแงะ เมืองสายบุรี และเมืองยะหริ่ง

            ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเกิดกบฏใน ๔ หัวเมืองปักษ์ใต้ โดยมพระยาปัตตานี พระยาหนองจิก พระยายะลา และพระยาระแงะ สมคบร่วมกัน พระยาสงขลาจึงยกกำลังมาปราบปรามโดยมีพระยายะหริ่งเป็นกำลังสำคัญช่วยทำการปราบปรามจนสำเร็จ  ภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาราชการเมืองระแงะสืบต่อจากพระยาระแงะที่หลบหนีไป และได้ย้ายที่ว่าราชการจากบ้านระแงะมาตั้งใหม่ที่ตำบลตันหยงมัส หรืออำเภอระแงะ ในปัจจุบัน

               ปี พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยกเลิกการปกครองแบบเก่า ขณะเดียวกับบ้านบางนราได้เจริญขึ้นเป็นชุมชนใหญ่ จนกลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าขายทั้งทางบกและทางทะเล และเพื่อให้การดูแลและขยายเมืองเป็นไปด้วยดี ในวันที่ ๒๗ กรกฎาคมปีเดียวกันจึงมีประกาศพระบรมราชโองการให้แยก ๗ หัวเมืองออกจากมณฑลเทศาภิบาล เรียกว่า มณฑลปัตตานี ในช่วงนี้ได้ย้ายที่ว่าการจากเมืองระแงะมาตั้งที่บ้านมะนาลอ

               ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสมณฑลปักษ์ใต้ ได้เสด็จพระราชดำเนินยังบ้านบางนราในวันที่ ๑๐ มิถุนายน  และพระราชทานชื่อว่า นราธิวาส อันมีความหมาย ว่าที่อยู่ของคนดี ถัดมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ มีการปรับปรุงระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคครั้งใหญ่ โดยการเปลี่ยนชื่อเมืองมาเป็นจังหวัด เมืองนราธิวาสจึงเปลี่ยนมาเป็นจังหวัดนราธิวาสนับแต่นั้นเป็นต้นมา




 

  เยือน..นราธิวาส สัมผัสมนต์เสน่ห์วัฒนธรรมหลากสีสัน จังหวัดนราธิวาส ถือได้ว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่อยู่ปลายด้ามขวานใต้สุดของประเทศไทย นอกจากจะเ...